Javascript Menu by Deluxe-Menu.com
   สาธกนิยาย
กลับหน้าหลักสาธกนิยาย



สาธกนิยาย เรื่อง แก้วอัญมณีในเสื้อคลุม
(The Parable of the Gem in the Robe)

คำนำ

            เทศนาธรรมของอาตมาในเดือนนี้ นั้นเป็นสาธกนิยายเรื่อง "แก้วอัญมณีในเสื้อคลุม"(Binnin keiju no tatoe)ซึ่งเป็นสา ธกนิยายเรื่องหนึ่งในบรรดาสาธกนิยายเจ็ดเรื่อง ซึ่งมีอยู่ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra)ซึ่งจะถูกค้นพบได้ในพุทธ ทำนายสำหรับสานุศิษย์ทั้งห้าร้อยคน (Gohyaku deshi juki;eighth)
            ศากยมุนีได้เคยเทศนาสอนธรรมนั้นเอาไว้ ในการเทศนาธรรมสามทบ(ซันชูโนะ เซ็ปโป : sanshu no seppo) ซึ่งได้ถูก วางรากฐานเอาไว้เป็น 3 ระดับตามความสามารถของคนฟัง อันได้แก่ระดับความสามารถสูงสุด ปานกลาง หรือกับกลุ่มคนผู้ซึ่งอยู่ ในทวิยาน(ยานสอง)(นิโจ Nijo) พระพุทธองค์ก็ได้ทรงเทศนาสอนธรรมนั้นเอาไว้ในความสอดคล้องตรงกันกับความสามารถในการ ที่จะเข้าจคำสอนของพุทธศาสนาได้
            สามวัฏจักรนั้นเป็นการ "เทศนาสอนธรรมสามทบนั้น"(โฮ เซส ชู)(ho-sesshu) เมื่อพระศากยมุนีได้เทศนาสอนคำสอน แห่งธรรมนั้นในรูปแบบซึ่งตรงไปตรงมาอีกแบบหนึ่งเป็นการ "เทศนาสอนโดยการใช้สาธกนิยายต่างๆ เข้ามาช่วย" (ฮิ เซส ชู) (hi sesshu) พุทธองค์ทรงเทศนาสอนธรรมโดยการนำเอาสาธกนิยายต่างๆ เข้ามาใช้ ส่วน "การเทศนาสอนเกี่ยวชี้ให้เห็นถึงการมี ความผูกมัดแห่งกรรม" (อินเน็น เซ็สชู) (innen sesshu) ในคำสอนดังกล่าวพุทธองค์ได้อธิบายให้เห็นถึงความสำคัญเกี่ยวกับความ สัมพันธ์แห่งกรรมซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตกาล ศากยมุนี ได้เทศนาสอนธรรมนั้นเอาไว้ โดยทางสามวัฏจักรต่างๆ เหล่านั้น และได้ทรงมี พุทธทำนายเอาไว้ว่า สานุศิษย์ทั้งหลายซึ่งอยู่ในทวิยาน (Two Vehicles) จะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ในท้ายที่สุดในคำสอนต่างๆ ก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตร สานุศิษย์ทั้งหลายเหล่านั้นถูกดูถูกเหยียดหยาม ด่าว่าและถูกกีดกันมาโดยตลอดว่า พวกเขาทั้งหลายไม่ อาจเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ตลอดชั่วนิรันดร
            แม้คนซึ่งอยู่ในทวิยาน (Two Vehicles)ก็ได้รับการพยากรณ์เอาไว้ด้วยเช่นกันว่าไม่สามารถเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงมา แล้วเช่นกันแต่กลับได้รับการพิสูจน์ออกมาให้รู้เกี่ยวกับหลักสำคัญที่ว่า "เก้าโลกภูมินั้นในตัวของมันเองก็คือ พุทธภาวะ (Buddhahood)" สานุศิษย์ทั้งหลายทั้งหมดต่างพากันปลาบปลื้มยินดี ปรีดาอย่างเหลือล้นและต่างพากันโอบกอดเอาความโชคดีอัน น่าอัศจรรย์ของบรรดาพวกเขาเอาไว้อย่างสัตย์ซื่อและจริงใจ โดยมีรากฐานตั้งอยู่บนสามวัฏจักรของการเทศนา
            สอนดังได้กล่าวถึงเอาไว้แล้วข้างต้น คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งเคยได้รับการพยากรณ์เอาไว้แล้วเกี่ยวกับการเข้าถึงการรู้ แจ้งเห็นจริงใน "คำพยากรณ์ซึ่งให้ไว้สำหรับสานุศิษย์ทั้งห้าร้อยคน (บทที่แปด โงะฮยัคคุ เด็สซิ จูคิ : Gohyaku deshi juki ; eighth)" และคำพยากรณ์สำหรับผู้คงแก่เรียนให้ไว้ในบทที่เก้า Jugaku mugaku ninki ; ninthซึ่งได้เทศนาสอนเกี่ยวกับความสัม พันธ์แห่งกรรม
2.คำพยากรณ์ซึ่งให้ไว้แก่สาวกทั้งห้าร้อยรูป(บทที่แปด โงะฮยัคคุ เด็สชิ จูคิ : Gohyaku deshi juki ; eighth)
            คำพยากรณ์ซึ่งเคยให้ไว้แก่สานุศิษย์ทั้งห้าร้อย (โงะฮยคคุ เด็สชิ จูคิ, บทที่แปด) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร นั้นมีบรรยาย เอาไว้แล้วว่า พระอรหันต์ผู้ซึ่งมีความสามารถน้อย ซึ่งรวมตลอดไปถึงพระปูร์ณะ (Purna) ผู้ซึ่งเคยได้ยินคำสอนของพระศากยมุนี จนกระทั่งถึงบทที่เคยกล่าวเอาไว้ก่อนแล้วเรื่อง เมืองเนรมิต(Phantom City) (โคะโจยุ บทที่เจ็ด Kejoyu;seventh) และเข้าใจได้ถึง ความสำคัญจำเป็นยิ่งอันจะขาดเสียมิได้ของหลักธรรมคำสอนทั้งหลายทั้งปวงของพระพุทธเจ้า คำพยากรณ์เกี่ยวกับพุทธภาวะ (Buddhahood) นั้น ได้กล่าวสอนให้ไว้กับพระอรหันต์ทั้งหนึ่งพันสองร้อยรูปในบทนี้ ในบรรดาพวกท่่านทั้งห้าร้อยรูปจะได้รับการประ ทานให้มาโดยตรงว่าจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ เพราะเหตุผลข้อนี้ บทซึ่งได้รับการตั้งชื่อเอาไว้แล้วว่า "พุทธทำนายซึ่งให้ไว้ สำหรับสานุศิษย์ทั้งห้าร้อยรูป"
            จากการได้ยินคำเทศนาสอนธรรมของพระศากยมุนีพุทธะมาโดยตลอด แต่เมื่อมาถึงบทที่ว่าด้วย "เมืองในจินตนาการ" พระปูรณะ(Purna)ก็สามารถเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้โดยวิิธีอันเร้นลับจากห้วงลึกของจิตใจของท่านได้ ดังนั้นพระพุทธ เจ้าจึงได้ประกาศออกมาให้รู้ถึงความสำเร็จอันใหญ่ยิ่งของพระปูรณะ และได้เปิดเผยออกมาให้รู้ถึงชีวิตในอดีตชาติของพระพุทธองค์ นี้ จากการมองเห็นได้ในสิ่งนี้ พระพุทธเจ้าจึงประกาศออกมาให้รู้ถึงการเข้าถึงแล้วของปูรณะ และยังได้เปิดเผยให้รู้ถึงอดีตชาติของ ท่าน ยิ่งไปกว่านั้นพระพุทธเจ้ายังได้แสดงให้รู้ถึงพุทธทำนายเกี่ยวกับการเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง และพุทธองค์ได้บรรยายให้เข้าใจ ถึงสภาพของแดนพระพุทธะ ซึ่งจะปรากฏตามมาให้เห็นได้หลังการเข้าถึงพุทธภาวะ(Buddhahood) ของ พระปูรณะ แล้ว
            ณ เวลานั้น พระอรหันต์องค์อื่นๆ อีกหนึ่งพันสองร้อยองค์ผู้ซึ่งได้ยินคำยืนยันของพระพุทธองค์ ก็พากันคิดออกมาได้ว่า "ถ้าพระพุทธองค์จะทรงพยากรณ์การรู้แจ้งเห็นจริงว่าเหมือนๆกันกับที่พระพุทธองค์ได้เคยให้ไว้แก่สานุศิษย์คนอื่นๆ แล้ว การนี้ก็คง จะก่อให้เกิดความสุขเบิกบานร่าเริงใจอย่างยิ่ง" พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ได้ในสิ่งซึ่งอยู่ในหัว
            ใจของบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านี้ และจึงได้เล่าให้มหากัสปะฟังต่อไปอีกว่า "ณ บัดนี้ อาตมาจะทรงมีพุทธทำนาย ให้บรรดาพระอรหันต์จำนวนหนึ่งพันสองร้อยรูปทั้งหลายเหล่านี้ แต่ละคนๆ ผู้ซึ่งอยู่ตรงหน้าอาตมาว่า พระพุทธเจ้าทรงทำนายเอา ไว้ว่าบรรดาพวกเขาทั้งหลายทั้งหมดจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้แท้จริงแน่นอนในสุดท้ายที่สุด"
            หลังจากนั้นพระพุทธองค์ได้หันกลับมาทางพระอรหันต์ทั้งห้าร้อยรูป และได้ทรงมีพุทธทำนายเอาไว้ว่า "บรรดาพวกท่านทั้ง หลายจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ในสุดท้ายที่สุด โดยไม่พลาด บรรดาพวกท่านทั้งหลายทั้งหมดจะสมประสงค์ในสิ่งที่มุ่งหวังเอาไว้ ทุกประการแต่ละคนๆ ในบรรดาพวกท่านทั้งหลายจะได้รับสมญานามว่า "พระพุทธเจ้าแห่งความสุขสว่างเจิดจ้า แห่งมหาจักรวาล (The Buddha of Universal Brightness)" หลังจากได้ทรงให้การพยากรณ์เกี่ยวกับการเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงแก่บรรดาพระ อรหันต์ทั้งห้าร้อยรูปแล้ว โดยฝ่านทางพระมหากัสสปะ (Mahakashyapa) พระพุทธองค์ก็ได้ทรงประทานคำพยากรณ์ให้แก่พระ อรหันต์ทั้งหลายผู้ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่นั้น
            จากการที่บรรดาพวกเขาทั้งหลายได้ยินคำพยากรณ์ว่าพวกเขาจะได้เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว พระอรหันต์ทั้งห้าร้อยรูปที่ อยู่ ณ ที่นั้นก็เกิดความปลาบปลื้มยินดีปรีดา พวกเขาทั้งหลายต่างพากันลุกจากที่นั่งของพวกเขาและได้ขยับเข้ามาใกล้ๆ พระ พุทธองค์ พวกเขาทั้งหลายต่างพากันร้องไห้คร่ำครวญ แสดงถึงความเศร้าโศรกเสียใจ ในการที่ได้กระทำสิ่งที่ผิดๆ ไปแล้ว และได้ขอ แก้ไขตัวของพวกเขาทั้งหลายเองเสียใหม่ พวกเขาทั้งหลายได้กล่าวกับพระพุทธเจ้าเอาไว้ดังต่อไปนี้ :

     "พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มักจะคิดอยู่กับตนเองเสมอๆ ว่า พวกเราเคยได้บรรลุถึงซึ่งการดับสิ้นสูญ สลายไปหมดเรียบร้อยแล้ว แต่บัดนี้พวกเราต่างก็ยังเป็นคล้ายๆ กับบุคคลผู้ยังไม่มีปัญญาอันเฉลียวฉลาด, ทำไมหรือ ? ก็เพราะ ว่า แม้ว่าพวกเราจะสามารถเข้าถึงปัญญาของพระพุทธองค์ได้แล้วก็ตาม พวกเราก็จะยังคงพึงพอใจกับปัญญาอันน้อยนิดนั้นอยู่"

            เมื่อบรรดาสาวกทั้งห้าร้อยองค์ ผู้อยู่สภาวะชีวิตแห่งโลกภูมิสาวกอยู่ (Learning Shomon) (เอ็นกาขุ Engaku) หลังได้รับ การพยากรณ์ว่าจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ในอนาคตอันใกล้จากพระพุทธองค์แล้ว พวกเขาทั้งหลายต่างก็พากันปลาบปล้ืมยินดี ปรีดา พวกเขาทั้งหลายต่างพากันลุกขึ้นจากที่ประทับนั่งของบรรดาพวกท่านทั้งหลาย และค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้พระพุทธเจ้า พวก เขาทั้งหลายต่างพากันร่ำไห้คร่ำครวญแสดงความเศร้าโศรกเสียใจในความผิดพลาดของบรรดาพวกเขาทั้งหลาย และต่างพากันตำ หนิตัวของพวกเขาเอง พวกเขาได้กล่าวเอาไว้กับพระพุทธองค์ว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า (World-Honored - One) บรรดาพวกข้า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งหมดมักจะคิดว่าเอาเองว่าตนเองได้บรรลุถึงซึ่งการดับสิ้นสูญสลายไปจนหมดแล้ว แต่ ณ ขณะนี้พวกข้าพระ พุทธเจ้าต่างรู้แล้วว่า พวกเรานั้นยังเป็นเสมือนบุคคลผู้ซึ่งไม่มีสติปัญญาความเฉลียวฉลาดใดๆ เลยเพราะเหตุใดหรือ ก็เพราะว่า แม้ว่าพวกเราจะสามารถเข้าถึงปัญญาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็ตาม พวกข้าพระพุทธเจ้ายังมัวหลงผิดหลงปิติยินดีปรีดาอยู่กับ ปัญญาอันน้อยนิดนั้นอยู่"
            เมื่อสาวกทั้งห้าร้อยรูป ซึ่งอยู่ในสภาวะชีวิต โลกภูมิสาวก (Learning)(โชมน) อยู่นั้น เมืื่อได้ยินคำพยากรณ์เกี่ยวกับการ จะได้เข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้ในอนาคตจากพระพุทธเจ้าแล้ว พวกเขาทั้งหลายต่างพากันสำนึกผิด และได้แก้ไขความนึกคิดที่ผิดๆ ของบรรดาพวกเขาทั้งหลายทั้งหมดออกไป และแล้วบรรดาพวกเขาก็ไดแสดงความเข้าใจออกมาให้เห็นเป็นรูปของ "สาธกนิยาย เกี่ยวกับแก้วอัญมณีในเสื้อคลุม" (The Parable of the Gem in the Robes)ความนึกคิดที่ผิดๆ ของพวกเราถูกลงความเห็นว่า เนื่องมาจากความจริงที่ว่าพวกเราไม่เคยได้ปฏิบัติ อยู่บนวิถีทางของโพธิสัตว์มรรคตามคำสอนมหายาน แทนที่พวกเขาทั้งหลายต่าง เคยได้เข้าไปยึดติดแนบแน่นอยู่กับการมีความเห็นว่า นิพานนั้น เป็นสภาวะชีวิตแห่งโลกภูมิสาวก (Learning)นั้นเป็นการรู้แจ้ง เห็นจริงอันแท้จริง ตามหลักคำสอนต่างๆ ก่อนสัทธรรมปุณฑริกสูตรนั้น ซึ่งได้ถูกสอนเอาไว้ก่อนนานมากว่าสี่สิบกว่าปี นี้คือเหตุผล ว่าทำไมคนทั้งหลายเหล่านั้นซึ่งอยู่ในทวิยาน (ยานสอง) (Two Vehicles)จึงได้ถูกดูถูกเหยียดหยามและถูกกีดกั้นไม่ให้เข้าถึงการรู้ แจ้งเห็นจริงมาโดยตลอดชั่วนิจนิรันดร
3.สาธกนิยายเรื่อง แก้วอัญมณีในตะเข็บเสื้อคลุม(บินนิน เคอิจู โนะ ทาโทะเอะ Binnin keiju no tatoe) (The Parable of the Gem in the Robe)
            สาวกทั้งห้าร้อยรูป ผู้ซึ่งอยู่ในสภาวะชีวิต แห่งโลกภูมิสาวก (Learning) ต่างพากันปลาบปลื้มยินดี ปรีดาปราโมทย์ ใน ขณะที่บรรดาพวกเขาทั้งหลายต่าง ได้รับการพยากรณ์เอาไว้เกี่ยวกับการเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาทั้งหลาย ต่างพากันเศร้าโศรกเสียใจในการเคยประพฤติปฏิบัติมาในอดีตของพวกเขาทั้งหลาย พวกเขาจึงต่างพากันบรรยายให้เห็นถึงความ เศร้าโศรกเสียใจเอาไว้ในรูปแบบของ "สาธกนิยายเกี่ยวกับแก้วอัญมณีในเสื้อคลุม" (The Parable of the Gem in the Robe)ข้อความตอนต่อไปนี้เป็นการย่อความลงของสาธกนิยายเรื่องนั้น
            มีชายคนหนึ่งผู้ซึ่งได้เดินทางมาถึงบ้านของเพื่อนแสนดี หลังจากได้ดื่มไวน์จนเมามายแล้ว เขาก็ได้ล้มตัวลงนอนหลับไป ณ เวลานั้นเพื่อนเขาจำเป็นต้องรีบรุดเดินทางไปทำงานราชการ แต่ก่อนจะจากไป เขาได้นำเอาแก้วอัญมณีอันมีค่าล้ำมาให้ไว้กับพื่อน ชายผู้ยากจน โดยได้เย็บแก้วอัญมณีนั้นติดเอาไว้กับตะเข็บเสื้อนอนของเพื่อนชายผู้ยากจนผู้นั้น ชายผู้นั้นเมาหลับไปไม่รู้สึกตัว เมื่อเขาตื่นมาเขาก็รีบออกเดินทางพเนจรต่อไปตามประเทศต่างๆ เขาต้องประสบกับความทุกข์ยากแสนสาหัสอย่างยิ่งยวด ในการ แสวงหาอาหารมายังชีวิต และหาเสื้อผ้ามาสวมใส่ เขาได้ใช้ความพากเพียรพยายามมากมายและได้รับความสุขเล็กๆ น้อยๆ และ แทบไม่เคยสมหวัง และได้รับความพึงพอใจเพียงแค่ได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยสำหรับตัวของเขาเอง เวลาต่อมาชายพเนจรผู้นั้นพบ กับเพื่อนสนิทคนนั้นของเขาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนผู้นั้นได้กล่าวกับเขาว่า "สหายของฉันเธอยังคงทนยากลำบากกับการหาอาหารและ เครื่องนุ่งห่มมาได้อย่างยากลำบากอยู่อีกใช่ไหม ? อดีตกาลที่ผ่านมาฉันต้องการที่จะทำให้แน่ใจว่า ท่านจะสามารถมีชีวิตอยู่อย่าง สะดวกสบาย ดังนั้นฉันจึงได้เย็บมันไว้ในจะเข็บเสื้อคลุมของท่าน มันจะต้องคงถูกเย็บไว้ที่ตรงนั้นในขณะนี้ ในตะเข็บเสื้อคลุมของ ท่านอย่างแน่นอน แต่เพื่อนกลับยังคงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความยากลำบากอยู่อีก ท่านยังคงหมดอาลัยตายอยาก ยังคงต้องทนทุกข์ ทรมานต่างๆ และยังได้รับอาหารและเสื้อผ้าแต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ ช่างน่าสงสารจริงๆ สหายของฉัน ทำไมท่านจึงโง่เง่าเสียจริงๆ สหายของฉัน บัดนี้เธอก็รู้่แล้วล่ะซิว่า เธอเอาแก้วอัญมณีนั้นไปแลกับสินค้าที่จำเป็นๆ ได้ เธอสามารถมีมันได้ทุกอย่างเท่าที่เธอ ปราถนา และเธอจะไม่ต้องผิดหวัง ในสิ่งที่เธอปราถนาเอาไว้แล้วอีกต่อไป"
ดด            นี้คือสาธกนิยายเกี่ยวกับแก้วอัญมณีในเสื้อคลุมนั้น พระอรหันต์ทั้งหลายได้กล่าวเอาไว้ในข้อความดังต่อไปนี้ :

     เมื่อพระพุทธเจ้ายังคงเป็นโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ท่านได้สอนและได้ทำให้พวกเราเลื่อมใสศรัทธา และทำให้เกิดแรงดลบันดาลใจ ให้แก่พวกเราได้มีการตัดสินใจใฝ่แสวงหาความเฉลียวฉลาดของพระพุทธเจ้า ซึ่งล้อมวงครอบคลุมเอาไว้โดยตลอดทั้งหมดนั้น พวกเราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่รู้สึกตัวไม่มีสติจากการที่ได้เข้าถึงวิถีทางของพระอรหันต์แล้ว พวกเราก็ทึกทักเชื่อเอาว่า พวกเราได้ เข้าถึงวิถีทางของพระอรหันต์แล้ว พวกเราก็ทึกทักเชื่อเอาว่า พวกเราได้เข้าถึงนิพพาน(nirvana)แล้ว พวกเราเกิดความพึงพอใจ ในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งพวกเราได้ทำสำเร็จลุล่วงไปได้
     อย่างไรก็ตาม พวกเราจะต้องไม่ยอมสูญเสียความปราถนาอยากในการที่จะได้มาซึ่งสติปัญญาอันกว้างไกล บัดนี้พระพุทธเจ้า พระองค์นั้นได้ทรงปลุกพวกเราให้ตื่นขึ้นรู้ และได้ทำให้บรรดาพวกเรารู้ขึ้นมาได้ว่าหลักคำสอนเกี่ยวกับนิพพาน(nirvana)นั้นไม่ ได้แทนการรู้แจ้งเห็นจริงเป็นครั้งแรก เมื่อพวกเราสามารถสำนึกรู้ได้เกี่ยวกับคำสอนต่างๆ ซึ่งเคยได้สอนเอาไว้ดังนั้นแล้ว มันเป็นอุปกรณ์อันเหมาะสมซึ่งพวกเราเคยได้รับคำชี้แนะเอาไว้แล้วในวิถีทางเช่นว่านี้ และเคยทำให้รู้ได้ว่าโดยพระพุทธะพระ องค์นั้น ผู้ซึ่งในขณะปัจจุบันนี้ได้เคยประทานพุทธทำนายให้แก่พวกเราทั้งหลายทั้งหมดว่าจะเข้าถึงการรู้แจ้งเห็นจริงได้

            ในสาธานิยายเรื่องแก้วอัญมณีในเสื้อคลุมนั้นชายผู้ยากจนคนนั้นไม่สำนึกรู้ได้เลยว่า แก้วอัญมณีอันมีค่าล้ำนั้นได้ถูกเย็บ ซ่อนเอาไว้ในเสื้อคลุมของเขา แทนคนผู้ซึ่งอยู่ในยานสอง(ทวิยาน)The Two Vehicles of Learning and Reatization เพื่อนสนิท คนนั้นผู้ซึ่งได้เย็บแก้วอัญมณีเอาไว้ในเสื้อคลุมนั้นชี้ส่อให้เห็นถึงพระพุทธเจ้าแก้วอัญมณีอันล้ำค่านั้นก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใด นอกจาก สัทธรรมปุณฑริกสูตร (The Lotus Sutra) ซึ่งเทศนาสอนหลักธรรมคำสอนเกี่ยวกับเอกยาน(One Vehicle) ความพึงพอใจซึ่งคนผู้ นั้นสำนึกรู้ได้จากการได้รับอาหารเละเสื้อผ้่าจำนวนเพียงน้อยนิดนั้น แทนการยึดติดแนบแน่นซึ่งคนทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ซึ่งอยู่ใน ยานสอง (Two Vehicles)จำเป็นจะต้องมุ่งสู่การทำให้นิพพานได้สำเร็จลุล่วงเป็นจริงขึ้นมาให้ได้
            คนทั้งหลายผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาตลอดชั่วชีวิตของพระพุทธเจ้าองค์ผู้ซึ่งทรงให้การชี้นำกับบรรดาพวกเขาทั้งหลายได้ นั้น เป็นผลมาจากการมีกรรมสัมพันธ์กัน ซึ่งบรรดาพวกเขาทั้งหลายเคยมีอยู่กับพระศากยมุนี ซึ่งในท้ายที่สุดบรรดาพวกเขาทั้ง หลายก็สามารถเปิดโลกภูมิแห่งพุทธภาวะออกมาได้ ก็โดยทางสัทธรรมปุณฑริกสูตรเท่านั้น (The Lotus Sutra)

4.จากมุมมองของพุทธศาสนาของนิชิเร็น ไดโชนิน
             ในฐานะที่พวกเราเป็นปัจเจกบุคคลในสมัยธรรมปลาย(The Latter Day of the Law) พวกเราล้วนเป็นคนธรรมดา สามัญผู้หยาบคาย(ara bompu) ย่อมมีเพียงอุปนิสัยลักษณะซึ่ง "ยังไม่มีคุณลักษณะของการสร้างเหตุต่างๆ ที่ดีมาแต่กำเนิด" (ฮม มิ อูเซ็น hommi uzen)
             พวกเราจึงต้องมีสายตาอันยาวไกล ในการที่จะมองให้เห็นความจริงออกมาว่า โดยการเทิดทูนบูชายอมมอบตัวศรัทธาเชื่อ และปฏิบัติตามโงะฮนซนแห่งธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์สามประการ(Gohonzon of the Three Great Secret Laws)แก้วอัญมณีอัน ล้ำค่าซึ่งได้รับการประทานให้แก่บรรดาพวกเรา โดยพระพุทธเจ้าแท้จริง(The True Buddha)นิชิเร็น ไดโชนิน และโดยการสวด ธรรมสารัตถะ ไดโมขุ ตลอด นัม เมียวโฮ เร็งเง เคียว อย่างสัตย์ซื่อจริงใจพวกเราก็สามารถสำแดงเอาสภาวะชีวิตแห่งโลกภูมิพุทธ ภาวะ(Buddhahood) ออกมาได้
             ไดโชนิน ได้กล่าวข้อความตอนต่อไปนี้ เอาไว้ใน"คำสอนถ่ายทอดส่งต่อมอบปากเปล่า" Orally Transmitted Teaching : Ongi kuden (องงิ คุ เด็น) :

     บทนี้ได้อธิบายเอาไว้เกี่ยวกับแก้วอัญมณีอันมีค่าล้ำ ซึ่งได้ถูกซ่อนเอาไว้ในตะเข็บเสื้อคลุม จริงๆ แล้วนิชิเร็น และสานุศิษย์ทั้ง หลายของท่าน ผู้ซึ่งสวด นัม เมียวโฮ เร็งเง เคียว นั้นได้รับเอาแก้วอัญมณีแห่งปัญญาของ เอกยาน(One Vehicle) ของธรรมอัน เร้นลับมหัศจรรย์(Mystic Law : myoho) (และนำเอามันมาใช้ปฏิบติอย่างกระตือรือร้น) โดยทางความศรัทธาและการปฏิบัติ บรรดาพวกเขาทั้งหลายก็สามารถรู้ได้ถึงการมอยู่เป็นอยู่ของแก้วอัญมณีในตะเข็บของเสื้อคลุมนั้น (Gosho, p. 1747)

             แม้ว่าพวกเราจะเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา เมื่อพวกเราสวด นัม เมียวโฮ เร็งเง เคียว ความศรัทธาของพวกเราก็จะค่อยๆ มีความล้ำลึกมากยิ่งๆขึ้น และอยู่บนระดับขั้นมูลฐานระดับหนึ่ง พวกเราจะสามารถสำนึกรู้ได้ว่า มีชีวิตความเป็นอยู่ มีอยู่จริง ของ การมีกรรมสัมพันธ์อันล้ำลึก ซึ่งพวกเราเคยได้มีอยู่กับพระพุทธเจ้าแท้จริงดั้งเดิม (The True Buddha)
             ใน "ตัวตนแท้จริงของชีวิต" (The True Entity of Life : Shoho jisso sho) ไดโชนิน ได้เขียนเอาไว้ว่า :

     ไม่อาจมีความแตกต่างใดๆ ในบรรดาพวกเขาทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งเผยแผ่อักษรห้าตัวแห่ง เมียวโฮ เร็งเง เคียว ในสมัย ธรรมปลาย(The Latter Day of the Law) ไม่ว่าพวกเขาทั้งหลายจะเป็นชายหรือหญิง ถ้าพวกเขาไม่ได้เป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก แล้ว พวกเขาทั้งหลายก็คงจะสวดไดโมขุ นั้นไม่ได้ (Gosho, p.666< MW 1, p. 93)

             ไดโชนิน เคยได้ชี้บ่งบอกเอาไว้่แล้วว่า โดยไม่ทันทำให้พวกเรารู้พวกเราก็สามารถได้รับการประทานให้มาซึ่งสภาวะชีวิต ของโพธิสัตว์จากพื้นโลก(Bodhisattva of the Earth) และโดยการเทิดทูนบูชายอมมอบตัวศรัทธาเชื่อปฏิบัติตาม และการเผยแพร่ ธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์(เมียวโฮ) สิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็โดย การเทิดทูนบูชายอมมอบตัวศรัทธาเชื่อและปฏิบัติตาม ธรรมอันเร้นลับ มหัศจรรย์สามประการและโดยการสวดนัม เมียวโฮ เร็งเง เคียวต่อๆ ไป

4.สรุป
             ท่านสังฆนายกนิกเค่น โชนิน ของพวกเราได้ให้คำชี้นำไว้ดังต่อไปนี้ด้วย :

     ไดโชนิน กล่าวเอาไว้ว่าคนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่ง สวด นัมเมียวโฮ เร็งเง เคียว ในสมัยธรรมปลายคนทั้งหลายทั้งหมดเหล่า นั้นล้วนเคยมีกรรมสัมพันธ์กับพุทธศาสนาแท้จริงมาแต่อดีตพวกเราจะไม่สามารถสวดนัม เมียวโฮ เร็งเง เคียว ได้เลย เว้นเสีย แต่ว่าพวกเราจะต้องเป็นโพธิสัตว์จากพื้นโลก ยิ่งไปกว่านั้นโพธิสัตว์จากพื้นโลกก็เคยมีส่วนร่วมในกรรมสัมพันธ์แท้จริงมากับ พระศากยมุนีพุทธะ มาตั้งแต่อดีตกาลอันแสนยาวไกลแห่งกาลคุอน(Kuon)คนทั้งหลายเหล่านั้นผู้ซึ่งสามารถเทิดทูนบูชายอมมอบ ตัวศรัทธาเชื่อและปฏิยัติตามธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ ในสมัยธรรมปลายนั้น ย่อมเคยได้มีกรรมสัมพันธ์อันล้ำลึกอยู่กับตัวตนขั้น รากฐานแห่ง ธรรมของพุทธศาสนาแท้จริง(Law of True Buddhism) มาตั้งแต่อดีตกาลอันไม่มีจุดเริ่มต้นแห่งกาลคุอน กันโจ (Kuon-ganjo)พวกเราทั้งหลายสามารถเปิดสภาวะชีวิตอันนี้ออกมาได้เพียงโดยการเชื่อในโงะฮนซนองค์นั้น เพียงชั่วขณะจิต หนึ่งเท่่านั้น และสวดนัม เมียวโฮ เร็งเง เคียว ในขณะเมื่อเราโอบกอดแบบอ้าแขนต้อนรับด้วยความยินดีปรีดาแบบไม่มีข้อแม้ ใดๆเลยต่อธรรมอันเร้นลับมหัศจรรย์ (Mystic Law, Myoho)แล้ว พวกเราทั้งหลายก็จะสามารถบรรลุผลสมปราถนาได้อย่างชัด แจ้ง แม้ว่าพวกเราจะได้เคยกระทำการใดๆ อันเป็นการหมิ่นประมาทต่อธรรมนั้นมาแล้วในอดีตก็ตาม แต่เพราะว่าพวกเขามี กรรมสันมพันธ์อันต่อเนื่องรุนแรงอยู่กับพุทธศาสนาแท้จริง(True Buddhhism)จากอดีตกาลอันแสนยาวไกล แห่งกาล คุอน (kuon) [Dai-Nichiren, June 2005]

             ในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคลในสมัยธรรมปลาย (The Latter Day of teh Law) ขอให้บรรดาพวกเราทั้งหลายจงให้คำมั่น สัญญาในการที่จะก้าวไปข้างหน้าได้มากๆ ยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการตัดสินใจอันล้ำลึกว่า พวกเราสามารถทำให้เกิดมีสภาวะชีวิตอัน เต็มไปด้วยความเร้นลับมหัศจรรย์ได้อย่างแท้จริง โดยการสวดนัม เมียวโฮ เร็งเง เคียวด้วยการใช้ความพากเพียรพยายามจน กระทำ สำเร็จให้ได้ดังนี้ อาตมาใคร่ขอจบคำเทศนาของอาตมาสำหรับเดือนนี้เอาไว้แต่เพียงนี้